ตอนที่ผมยังเด็ก เวลากินข้าว
มักจะได้รับการสอนให้กินอาหารประเภทเนื้อสัตว์มากกว่าผัก
เนื้อสัตว์ทำให้ร่างกายแข็งแรงและสุขภาพดี ทั้งที่คุณครูวิชาสุขศึกษาสอนว่ามนุษย์ต้องกินอาหารให้ครบ
5 หมู่ แต่เราก็ไม่คิดจะโต้เถียงและปฏิบัติตามอย่างว่าง่าย
เพราะรู้สึกเสมอว่าผักมีรสชาติไม่อร่อย จะกินบ้างก็เฉพาะผักที่ชอบเท่านั้น
เมื่อเวลาผ่านไปก็คิดว่าเนื้อสัตว์มีคุณค่ามากกว่าผักไปโดยปริยาย มันจึงกลายมาเป็นหัวข้อถกเถียงกันระหว่างกลุ่มเพื่อนที่นิยมอาหารประเภทผักเป็นชีวิตจิตใจ
จนคุณครูเคยเปรยว่าจะจัดโต้วาทีระหว่างแก๊งอ้วนกับแก๊งผอมสักครั้งหนึ่ง
แต่จนแล้วจนรอดพวกเราก็ไม่เคยได้ปะคารมกันอย่างเป็นทางการ เวลาผ่านมานานมากแล้ว
ผมได้อ่านบทความที่เคยจะเป็นกระทู้ในการโต้วาที
"กินผักหรือกินเนื้อดีกว่ากัน" มาลองอ่านไปพร้อมๆ กันครับ
มีอาหารหลากหลายสูตรซึ่งต่างอ้างว่า เป็นสูตรและหลักการกินที่ดีที่สุดต่อร่างกายของเรา
ไม่ว่าจะทำให้เราแข็งแรงขึ้น ปลอดโรค ระบบขับถ่ายดี นอนหลับสนิท
ได้รับพลังงานที่เพียงพอและไม่อ้วนขึ้น หรือแม้แต่กินแล้วผอมลง
ซึ่งคุณก็อาจจะคุ้นเคย ผ่านตา หรือเคยได้ยินคำโฆษณาจากแหล่งต่างๆ มาบ้าง
อันที่จริงแล้วหากคุณไม่ต้องการจะอ้วนหรือน้ำหนักเพิ่มขึ้น การนำบางอย่างใส่ปาก
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มหรือขนมที่ให้พลังงานสูงนั้นก็ล้วนเป็นสิ่งควรงดเว้น
การกินแล้วทำให้ผอมลงจึงอาจจะฟังดูขัดกันบ้าง แม้เมนูหรืออาหารบางชนิดจะได้รับการพิสูจน์แล้วว่ากินแล้วคุณจะผอมลงจริงๆ ก็ตาม
ภาพ : Pixabay
เมนูที่กินแล้วผอมลงมีจริงหรือไม่ คำตอบคือมีจริง
มันอยู่ในรูปแบบของอาหารที่มีโครงสร้างสลับซับซ้อนในการย่อย
ร่างกายของเรามีกระบวนการย่อยเป็นลำดับขั้น เริ่มต้นจากปากและฟันซึ่งเป็นการย่อยอาหารให้กลายเป็นชิ้นเล็กลง
ซึ่งสะดวกต่อการทำงานของน้ำย่อยในกระเพาะและส่วนอื่นๆ ของระบบย่อยอาหาร
อาหารบางชนิดได้รับการทดลองและคำนวณมาแล้วว่า มันจะต้องใช้พลังงานในการย่อยตลอดกระบวนการที่มาก กว่าพลังงานที่ร่างกายของเราจะได้รับจากสารอาหารเมื่อย่อยสำเร็จ
จึงเป็นที่มาว่าทำไมอาหารบางชนิด บางสูตร หรือบางเมนู
กล่าวอ้างว่าเมื่อคุณกินเข้าไปแล้วจะได้รับพลังงานติดลบ อย่างเช่น -135 kcal แทนที่จะได้รับพลังงาน
แต่ความเป็นจริงคือ ไม่มีใครกินอาหารเหล่านั้นเพียงอย่างเดียว
คุณจะยังคงได้รับพลังงานจากการกินอย่างอื่นเพิ่มเติมอยู่ดี
ตัดกลับมาที่ชนิดของอาหารที่ดีที่สุดต่อร่างกาย
หากคุณอยู่ค่ายสีเขียว หรือเป็นพวกนิยมพืช
การกินมังสวิรัติคือทางเลือกที่โปรดปรานของคุณ
แน่นอนว่าพลังงานที่คุณได้จากผักผลไม้นั้นน้อยกว่าการรับประทานอาหารแบบปกติอยู่มาก หนำซ้ำคุณยังต้องกินเยอะและหลากหลายกว่าคนปกติ เพื่อให้ได้รับสัดส่วนของสารอาหารและพลังงานเทียบเท่ากัน
เพราะร่างกายของเราไม่สามารถย่อยเซลลูโลสซึ่งเป็นโครงสร้างหลักในพืชได้
ซึ่งต่างจากสัตว์เคี้ยวเอื้อง ดังนั้น
เราต้องได้รับพลังงานจากแหล่งอื่นทดแทนเพื่อให้คุณมีแรงในการทำกิจวัตรประจำวัน
ภาพ : Pixabay
มังสวิรัติเองก็มีหลายแขนง บ้างก็สามารถกินไข่ได้ กินนมได้
กินสัตว์ทะเลได้ หรือบ้างก็กินสัตว์ปีกได้ อย่างไรก็ดี
การคำนวณจำนวนพลังงานและสารอาหารเป็นสิ่งจำเป็นที่แพทย์และนักโภชนการเน้นย้ำกับชาวสีเขียว
ส่วนในกลุ่มชาวสีแดงที่มุ่งเน้นเนื้อสัตว์อันเป็นแหล่งโปรตีน และแหล่งพลังงานหลักนั้น เกิดขึ้นมากเมื่ออุตสาหกรรมการทำปศุสัตว์ และการแปรรูปอาหารพัฒนาถึงขีดสุด
คุณสามารถเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ต หรือไปจ่ายตลาดพร้อมกับได้รับเนื้อสดกลับบ้านไปปรุงอาหารได้ทุกวันที่คุณต้องการ เพราะตามประวัติศาสตร์แล้ว มนุษย์เราล้วนต้องออกล่าเพื่อให้ได้มาซึ่งแหล่งโปรตีน
เนื้อสัตว์ในอดีตเป็นของหายาก
ไม่ใช่เพราะว่ามันดีที่สุดแต่มันหายาก และต้องใช้พลังงานในการล่าเพื่อให้ได้มา
และนั่นทำให้เราต้องย้อนคิดอีกครั้งว่า อันที่จริงแล้วเราเหมาะสมกับอาหารในรูปแบบใด
เป็นทีมสีแดงกินเนื้อ หรือทีมสีเขียวมังสวิรัติ อยู่ทีมไหนจะสุขภาพดีกว่า
ปลอดภัยต่อสารพิษตกค้างมากกว่า หรือแม้แต่มีอายุยืนยาวมากกว่า
ภาพ : Pixabay
แม้ว่าจำนวนผู้ที่เป็นสมาชิกทีมสีเขียวจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ในแต่ละปี แต่มันก็ไม่ได้แปลว่าจะดีกว่าทีมสีแดง นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้พบความแตกต่างอย่างมีนัยยะของผู้ที่เป็นมังสวิรัติเทียบกับผู้ที่ชอบรับประทานเนื้อในแง่ของอายุที่ยืนยาว
หรือแม้แต่ชนิดและความร้ายแรงของโรคที่พบ ขณะที่ทีมสีแดงมีมวลกล้ามเนื้อเยอะกว่าทีมสีเขียว
แต่ทีมสีเขียวกลับมีความดันเลือดโดยเฉลี่ยต่ำกว่าทีมสีแดง
แน่นอนว่าความเสี่ยงต่อโรคเกี่ยวกับระบบไหลเวียนเลือดจึงต่ำกว่า
แต่ก็อาจจะมีความเสี่ยงต่อการขาดสารอาหารประเภทโปรตีนในการผลิตน้ำเลือด เม็ดเลือด
หรือเกล็ดเลือดมากกว่า ทีมสีเขียวมีคลอเรสเตอรอลเฉลี่ยต่ำกว่าทีมสีแดง
ความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานก็ต่ำกว่าทีมสีแดงเช่นกัน
แต่ทีมสีเขียวก็มีความเสี่ยงต่อการขาดสารอาหารในรูปแบบต่างๆ
อย่างวิตามินและเกลือแร่มากกว่าทีมสีแดงด้วย
อย่างไรก็ตาม หลักฐานจากนักวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้ไขความกระจ่างว่า
ทีมไหนจะมีอายุโดยเฉลี่ยยืนยาวกกว่ากันอยู่ดี
เพราะโรคบางโรคที่ร้ายแรงอย่างมะเร็งบางชนิดหรือโรคหัวใจก็ไม่ได้มีความเกี่ยวพันอย่างมีนัยยะกับเนื้อแดงหรืออาหารที่กิน
คำตอบสุดท้ายของอาหารที่ดีที่สุดต่อร่างกายอาจจะจบลงแบบห้วนๆ ที่ว่ากินให้พอดี พอเหมาะ
ครบถ้วน และปลอดภัย
ซึ่งก็สรุปไม่ได้ชัดเจนเพราะไม่มีทีมใดเลยที่คะแนนนำขาดไปกว่ากัน
บทสรุปเป็นอย่างที่เราได้รู้ได้เรียนมาแต่เด็ก
กล่าวคือมนุษย์ต้องได้รับสารอาหารในแต่ละวันครบ 5
หมู่ซึ่งได้มาจากทั้งผักและเนื้อสัตว์ โดยอาหารทั้ง 2 ประเภทให้สารอาหารเหมือนกันบ้าง
ต่างกันบ้าง เสริมกันบ้าง อาหารประเภทเดียวไม่สามารถให้สารอาหารครบทั้ง 5 หมู่
มนุษย์จึงต้องกินอาหารทั้ง 2 ประเภทในปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละคน
ตามอายุและเพศ




จริง ๆ แล้วคุณครูก็สอนให้กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เราก็แค่ทำตามน่าจะดีนะคะ
ตอบลบ"ทีมสีแดงมีมวลกล้ามเนื้อเยอะกว่าทีมสีเขียว แต่ทีมสีเขียวกลับมีความดันเลือดโดยเฉลี่ยต่ำกว่าทีมสีแดง"
ตอบลบมีข้อดีข้อเสียต่างกันก็กินให้พอดี
ความเหมาะสมในการบริโภคผักหรือเนื้อของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับกิจกรรมในชีวิตประจำวันของแต่ละบุคคล และถึงแม้ว่าเราจะบริโภคอาหารได้พอดีก็ใช่ว่าเราจะมีสุขภาพแข็งแรงเพราะอาหารที่เราบริโภคในปัจจุบันมักมีสารเร่งและสารตกค้าง ดังนั้นนอกจากการเลือกบริโภคอาหารให้พอดีก็ควรเลือกที่มาของแหล่งอาหารด้วย และควรใช้ชีวิตแบบพอดี เช่น กินแต่พอดี ออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ
ตอบลบกินผักให้เยอะกว่าโปรตีน แต่ไม่ตัดอะไรออกไป
ตอบลบกินอาหารให้ครบ 5 หมู่และกินให้เหมาะสมตามอายุและความต้องการของร่างกายน่าจะดีสุด
ตอบลบควรเลือกทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เป็นดีที่สุด ยิ่งถ้าเราอายุมากขึ้น เราควรเลือกทานอาหารที่เป็นประโยชน์ เพราะถ้าเราไม่สนใจที่จะเลือกทานอาหารที้ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่แน่โรคอาจจะถามหาเอานะคะ
ตอบลบอายุก็เป็นปัจจัยหนึ่งในการเลือกทานอาหารเหมือนกัน
ตอบลบกินให้ครบ5หมู่...เดินทางสายกลางน่าจะดีสุด...
ตอบลบเนื้อ1ส่วน ผัก 2ส่วน
ตอบลบและกินให้ครบ 5 หมู่
ทานครบ5หมู่ หลากหลาย ไม่จำเจ ผักครึ่งนึง
ตอบลบ